Can someone help me translate what this said about Best?
คุ้นๆ กันบ้างมั้ยเอ่ยว่าสาวน้อยน่ารักที่ดูๆ ไปก็ละม้ายคล้ายตุ๊กตา (ไบลธ์) คนนี้เป็นใคร อ่ะ...แฮ่ม เฉลยดีกว่า น้องนางคนนี้คือ "เบสท์-อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์" ที่เคยสวมวิญญาณเป็น "โดนัท" (สวยเริ่ด เชิดหยิ่ง)
ในหนังฮิตฮอต "รักแห่งสยาม" อ้อ! แล้วก็ "ป่าน" สาวน้อยหน้าหวานในละคร "ความลับของซูเปอร์สตาร์" นั่นไง
เบสท์ เป็นสาววัยใส นักศึกษาชั้นปี 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก่อนจะไปเจอเธอตัวเป็นๆ เชื่อไหม...? เราวาดภาพไว้ว่าเธอจะต้องสวยเริ่ด เชิดหยิ่ง หรือไม่ก็เรียบร้อย พูดน้อย เหมือนบทบาทการแสดงเป็นแน่
แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่ได้เจอเจ้าหล่อนกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง โอ้ว้าว!!! เธอช่างร่าเริง สดใส สมวัย พูดเก่ง และเป็นกันเองสุดๆ
จุดเปลี่ยนในชีวิต
จะเชื่อกันมั้ยนะว่าเบสท์ที่เราเห็นสวยหยาดเยิ้มแบบนี้ จะเคยเป็นยัยแว่นมาก่อน
"เมื่อก่อนหนูใส่แว่นสายตากลมๆ ใส่เหล็กดัดฟัน ตัวอ้วนๆ หน้ากลมๆ สิวเต็มหน้าผาก เพราะตอนนั้นเบสท์ไม่เคยดูแลตัวเองเลย เป็นเด็กที่เรียนอย่างเดียว" เบสท์พร่ำถึงสรรพคุณตัวเอง ก่อนหน้าจะถูก (แมวมอง) ชักชวนให้ประกวดสาวผิวน้ำนมที่สยามดิสคัฟเวอรี่เมื่อหลายปีก่อนอย่างขำๆ "ไม่เคยมีความมั่นใจในตัวเองหรอกค่ะ (หัวเราะ) แต่พี่เขาบอกว่า เออ ผิวเราดีนะเนี่ย แล้วคุณแม่ก็อยากให้ลองฝึกการแสดงออกด้วย เลยตัดสินใจเข้าประกวด ขึ้นไปวันนั้นกลัวมาก ตอบผิดๆ ถูกๆ คนหัวเราะกราว ทำตัวไม่ถูกมากๆ ค่ะ"
แม้จะขาดความมั่นใจ (เล็กน้อย) แต่เบสท์ก็คว้ารางวัลสำคัญแบบเหนือความคาดหมาย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็จากความสวยที่อยู่ใต้แว่นนั่นล่ะ ทำให้เธอรู้สึกมีความมั่นใจมากกว่าเดิม
"หลังจากได้รางวัลนั้นมาก็รู้สึกว่ามีความมั่นใจมากขึ้น และเริ่มมีงานถ่ายแบบ เล่นมิวสิกวิดีโอเข้ามาเรื่อยๆ เบสท์เลยเริ่มดูแลตัวเอง ลดน้ำหนัก หัดใส่คอนแทคเลนส์ และถอดเหล็กดัดฟันออก"
เบสท์เป็นหนึ่งในเจ้าแม่เอ็มวี (ดังๆ) เล่นมิวสิกวิดีโอมาแล้วถึง 26 เพลง (มากกว่านางเอกแถวหน้าซะอีก) และนั่นก็เป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจ
"สมัยก่อนเราเคยดูทีวีนะ เห็นเขาเล่นเอ็มวี ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสได้ทำบ้าง พอได้มีโอกาส และได้ทำเยอะด้วย รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากๆ ต้องบอกว่าการประกวดครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเลยจริงๆ ค่ะ" เบสท์เล่าพร้อมส่งสายตาเปล่งประกายแกมน่ารัก
จาก (ฝันอยากเป็น) เภสัชกรสู่วงการมายา
"เป็นความฝันเลยค่ะ อยากเรียนเภสัช และอยากเป็นมาก...ก ชอบดูแลคนที่บ้าน เป็นคนชอบแจกยา และเหมือนจะเป็นคนจัดยาให้กับทุกคนในครอบครัวก็ว่าได้ ใครไม่สบายเบสท์รู้อาการหมด เป็นความฝันส่วนลึกๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังฝันอยู่"
"พอเบสท์มาทำงานวงการบันเทิง ไม่ได้มองในเรื่องของผลตอบแทนนะคะ แต่มองถึงมีความสุขมากกว่า เบสท์จะเป็นคนประเภทชอบทำในสิ่งที่รู้สึกมีความภาคภูมิใจ รู้สึกดีที่มีคนชื่นชมกับผลงานด้วย เลยคิดว่าน่าจะเรียนทางด้านนี้ดีกว่า มาเจาะลึกกับศาสตร์ทางด้านนี้ไปเลย ซึ่งพอรู้เบื้องต้นแล้วว่าการทำงานเป็นยังไง จะได้ต่อยอดรู้เรียนเพิ่มเติมได้ด้วย"
เชื่อว่าผลงานที่ทำให้แฟนหนังแฟนละครรู้จักหน้าค่าตาสาวเบสท์เป็นอย่างดี ก็คงไม่พ้นหนัง (ดังสุดๆ เมื่อปี 2550) "รักแห่งสยาม" และละคร "ความลับของซูเปอร์สตาร์" ที่เธอได้ปะทะฝีมือกับนักร้องยอดนิยม "มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์" อันเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมากที่สุด
"คนจะรู้จักเบสท์จากรักแห่งสยาม ซึ่งแม้เบสท์จะมีบทน้อย แต่ก็ดีใจที่มีคนจำได้ แต่มีคนรู้จักมากขึ้นในละครความลับของซูเปอร์สตาร์ ไปไหนก็จะมีคนเรียกป่าน ตลอด ก็ดีใจนะ" เบสท์พูดถึงผลงานที่ผ่านมาในชีวิต
ยังไงก็รักเรียน
นอกจากจะได้ชิมลางในวงการบันเทิงมาบ้างแล้ว แต่เบสท์ก็ยังมีโปรเจกต์ใหม่ทำเสมอ ล่าสุดเธอกำลังเริ่มทำธุรกิจเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง อีกทั้งสิ่งสำคัญคือเธอไม่เคยทิ้งการเรียน คิดดูสิว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเบสท์รับมือได้ยังไง ไปฟังจากปากของเธอดีกว่า
"ต้องแบ่งเวลาค่ะ อย่างวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี จะเรียนตอนเย็นถึงจะคุยเรื่องธุรกิจกับคุณพ่อ ส่วนพี่ๆ วงการบันเทิงก็จะรู้ว่าวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เบสท์ว่าง ก็จะรับงานให้ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องลา แล้วค่อยตามงานกับเพื่อน"
บ่อยครั้งที่มีงานบันเทิงมักจะเข้าพร้อมกันกับช่วงสอบ ทำให้ตอนนี้เธอต้องขยันเป็นอีกเท่าตัว อ่านหนังสือล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวไว้ก่อน จะได้ทัน ไม่เสียการเรียน
"เบสท์ไม่รู้หรอกว่าอนาคตต่อไปจะมีงานหรือเปล่า ถ้าไม่มีถือว่าเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ถ้ามีมาเยอะๆ ก็เป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าไม่กดดันอะไร เพราะเตรียมตัวมาดี อ่านหนังสือไปแล้วรอบหนึ่ง"
เบสท์บ่นเสียดายกับเราว่า ตอนปี 1 เธอได้เกรด D ไป 1 วิชา ทำให้เธออดได้เกียรตินิยม แต่ปัจจุบันนี้เกรดเฉลี่ยของเธอเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเคล็ดไม่ลับของเธอที่เพื่อนๆ คนอื่นนำไปใช้ได้ (ไม่สงวนลิขสิทธิ์) คือพยายามอย่าขาดเรียน
"รู้สึกว่าเวลาไม่ได้เข้าเรียน เหมือนไม่ได้ความรู้ช่วงนั้น ต่อให้คนอื่นมาเล่าต่อก็ไม่เท่ากับไปฟังด้วยตัวเอง บางทีถามเพื่อนว่าอาจารย์สอนอะไร เขาพูดๆ มาก็ได้แต่ฟัง แต่สำหรับเบสท์มันไม่ใช่ คือไม่ได้รับร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างที่เขารับมาหรอก เป็นไปได้ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่ขาดเรียน ส่วนที่เหลือค่อยมาทำการบ้าน ทำงานดีกว่า"
คิดบวกและคิดไกล (ไปกว่าเดิม)
เห็นเบสท์เป็นสาววัยใส อายุอานามไม่มากนัก แต่ใครจะรู้ละว่าความคิดของเธอก้าวไปไกลกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
"บางทีก็เหนื่อยนะ และรู้สึกว่าชีวิตการทำงานมันขนาดนี้เลยเหรอ มันเป็นเงินเป็นทองไปหมดเลยเหรอ ผิดนิดเดียวก็ไม่ได้ ต้องตั้งใจเต็มที่และเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจ เลยมองว่าตัวเองค่อนข้างโตขึ้นและอยากทำธุรกิจด้วย ด้านเครื่องสำอางนี้มันน่าสนใจ คนในวงการอย่างเบสท์ต้องใช้ เหมือนเป็นการต่อยอดธุรกิจให้เบสท์ด้วย เพราะถ้าเริ่มมีคนรู้จักก็จะมองว่าอันนี้ของเบสท์นะ ต้องวางแผนการตลาดเยอะ ถ้าจะทำธุรกิจต้องทำใจครึ่งหนึ่งเลย มันต้องมีทั้งเรื่องกำไรและขาดทุน ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เห็นดีด้วย ทำไมต้องทำพวกนี้ ก็บอกท่านไปว่าแทนที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ ทำไมไม่หยิบโอกาส ลองทำดูและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ละว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เลยเอาสมุดบัญชีให้ท่าน ตอนนี้ทำแล้วไม่ขาดทุนและสนุกกับมันด้วย เพราะเบสท์รู้ดีว่างานในวงการบันเทิงไม่มั่นคง ตอนนี้เบสท์อาจเป็นนิวเจเนอเรชัน เป็นเด็กใหม่ แต่พอโตขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะมีเด็กใหม่มาแทนที่ จะยึดอาชีพนี้ไปตลอดไม่ได้" เบสท์อธิบายยาวเหยียดก่อนจะพูดถึงวิธีคิดของเธอต่อ
"จริงๆ แล้วเบสท์เป็นคนซีเรียสนะ แต่เวลามันช่วยสอนหลายๆ อย่าง ทำให้เบสท์เรียนรู้อะไรเยอะ ไม่ควรไปจมปลักกับเหตุการณ์ในอดีต หรือสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปแล้ว ควรจะอยู่กับปัจจุบันและอนาคต มองไปข้างหน้า อย่าก้าวถอยหลัง จะไปเครียดทำไม เสียใจทำไม เบสท์ก็เหนื่อยคนเดียว เสียใจคนเดียว ไม่มีคนอื่นมาเสียใจด้วยหรอก ทำไมไม่เลือกคิดในแง่ดีล่ะ ต้องขอบคุณเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตนะที่มันทำให้เบสท์เรียนรู้ชีวิต มันทำให้เบสท์โตขึ้น"
และนี่ก็คือวัยรุ่นคนหนึ่ง ซึ่งมีศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เจ๋งๆ ได้อย่างดีทีเดียวเชียว (เราคอนเฟิร์ม)
เครดิต www.posttoday.com
คุ้นๆ กันบ้างมั้ยเอ่ยว่าสาวน้อยน่ารักที่ดูๆ ไปก็ละม้ายคล้ายตุ๊กตา (ไบลธ์) คนนี้เป็นใคร อ่ะ...แฮ่ม เฉลยดีกว่า น้องนางคนนี้คือ "เบสท์-อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์" ที่เคยสวมวิญญาณเป็น "โดนัท" (สวยเริ่ด เชิดหยิ่ง)
ในหนังฮิตฮอต "รักแห่งสยาม" อ้อ! แล้วก็ "ป่าน" สาวน้อยหน้าหวานในละคร "ความลับของซูเปอร์สตาร์" นั่นไง
เบสท์ เป็นสาววัยใส นักศึกษาชั้นปี 2 คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ก่อนจะไปเจอเธอตัวเป็นๆ เชื่อไหม...? เราวาดภาพไว้ว่าเธอจะต้องสวยเริ่ด เชิดหยิ่ง หรือไม่ก็เรียบร้อย พูดน้อย เหมือนบทบาทการแสดงเป็นแน่
แต่ที่ไหนได้ ทันทีที่ได้เจอเจ้าหล่อนกลับตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง โอ้ว้าว!!! เธอช่างร่าเริง สดใส สมวัย พูดเก่ง และเป็นกันเองสุดๆ
จุดเปลี่ยนในชีวิต
จะเชื่อกันมั้ยนะว่าเบสท์ที่เราเห็นสวยหยาดเยิ้มแบบนี้ จะเคยเป็นยัยแว่นมาก่อน
"เมื่อก่อนหนูใส่แว่นสายตากลมๆ ใส่เหล็กดัดฟัน ตัวอ้วนๆ หน้ากลมๆ สิวเต็มหน้าผาก เพราะตอนนั้นเบสท์ไม่เคยดูแลตัวเองเลย เป็นเด็กที่เรียนอย่างเดียว" เบสท์พร่ำถึงสรรพคุณตัวเอง ก่อนหน้าจะถูก (แมวมอง) ชักชวนให้ประกวดสาวผิวน้ำนมที่สยามดิสคัฟเวอรี่เมื่อหลายปีก่อนอย่างขำๆ "ไม่เคยมีความมั่นใจในตัวเองหรอกค่ะ (หัวเราะ) แต่พี่เขาบอกว่า เออ ผิวเราดีนะเนี่ย แล้วคุณแม่ก็อยากให้ลองฝึกการแสดงออกด้วย เลยตัดสินใจเข้าประกวด ขึ้นไปวันนั้นกลัวมาก ตอบผิดๆ ถูกๆ คนหัวเราะกราว ทำตัวไม่ถูกมากๆ ค่ะ"
แม้จะขาดความมั่นใจ (เล็กน้อย) แต่เบสท์ก็คว้ารางวัลสำคัญแบบเหนือความคาดหมาย เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็จากความสวยที่อยู่ใต้แว่นนั่นล่ะ ทำให้เธอรู้สึกมีความมั่นใจมากกว่าเดิม
"หลังจากได้รางวัลนั้นมาก็รู้สึกว่ามีความมั่นใจมากขึ้น และเริ่มมีงานถ่ายแบบ เล่นมิวสิกวิดีโอเข้ามาเรื่อยๆ เบสท์เลยเริ่มดูแลตัวเอง ลดน้ำหนัก หัดใส่คอนแทคเลนส์ และถอดเหล็กดัดฟันออก"
เบสท์เป็นหนึ่งในเจ้าแม่เอ็มวี (ดังๆ) เล่นมิวสิกวิดีโอมาแล้วถึง 26 เพลง (มากกว่านางเอกแถวหน้าซะอีก) และนั่นก็เป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจ
"สมัยก่อนเราเคยดูทีวีนะ เห็นเขาเล่นเอ็มวี ก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มีโอกาสได้ทำบ้าง พอได้มีโอกาส และได้ทำเยอะด้วย รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีมากๆ ต้องบอกว่าการประกวดครั้งนั้นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตเลยจริงๆ ค่ะ" เบสท์เล่าพร้อมส่งสายตาเปล่งประกายแกมน่ารัก
จาก (ฝันอยากเป็น) เภสัชกรสู่วงการมายา
"เป็นความฝันเลยค่ะ อยากเรียนเภสัช และอยากเป็นมาก...ก ชอบดูแลคนที่บ้าน เป็นคนชอบแจกยา และเหมือนจะเป็นคนจัดยาให้กับทุกคนในครอบครัวก็ว่าได้ ใครไม่สบายเบสท์รู้อาการหมด เป็นความฝันส่วนลึกๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังฝันอยู่"
"พอเบสท์มาทำงานวงการบันเทิง ไม่ได้มองในเรื่องของผลตอบแทนนะคะ แต่มองถึงมีความสุขมากกว่า เบสท์จะเป็นคนประเภทชอบทำในสิ่งที่รู้สึกมีความภาคภูมิใจ รู้สึกดีที่มีคนชื่นชมกับผลงานด้วย เลยคิดว่าน่าจะเรียนทางด้านนี้ดีกว่า มาเจาะลึกกับศาสตร์ทางด้านนี้ไปเลย ซึ่งพอรู้เบื้องต้นแล้วว่าการทำงานเป็นยังไง จะได้ต่อยอดรู้เรียนเพิ่มเติมได้ด้วย"
เชื่อว่าผลงานที่ทำให้แฟนหนังแฟนละครรู้จักหน้าค่าตาสาวเบสท์เป็นอย่างดี ก็คงไม่พ้นหนัง (ดังสุดๆ เมื่อปี 2550) "รักแห่งสยาม" และละคร "ความลับของซูเปอร์สตาร์" ที่เธอได้ปะทะฝีมือกับนักร้องยอดนิยม "มอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์" อันเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมากที่สุด
"คนจะรู้จักเบสท์จากรักแห่งสยาม ซึ่งแม้เบสท์จะมีบทน้อย แต่ก็ดีใจที่มีคนจำได้ แต่มีคนรู้จักมากขึ้นในละครความลับของซูเปอร์สตาร์ ไปไหนก็จะมีคนเรียกป่าน ตลอด ก็ดีใจนะ" เบสท์พูดถึงผลงานที่ผ่านมาในชีวิต
ยังไงก็รักเรียน
นอกจากจะได้ชิมลางในวงการบันเทิงมาบ้างแล้ว แต่เบสท์ก็ยังมีโปรเจกต์ใหม่ทำเสมอ ล่าสุดเธอกำลังเริ่มทำธุรกิจเครื่องสำอาง ภายใต้แบรนด์ของตัวเอง อีกทั้งสิ่งสำคัญคือเธอไม่เคยทิ้งการเรียน คิดดูสิว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเบสท์รับมือได้ยังไง ไปฟังจากปากของเธอดีกว่า
"ต้องแบ่งเวลาค่ะ อย่างวันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี จะเรียนตอนเย็นถึงจะคุยเรื่องธุรกิจกับคุณพ่อ ส่วนพี่ๆ วงการบันเทิงก็จะรู้ว่าวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เบสท์ว่าง ก็จะรับงานให้ แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็ต้องลา แล้วค่อยตามงานกับเพื่อน"
บ่อยครั้งที่มีงานบันเทิงมักจะเข้าพร้อมกันกับช่วงสอบ ทำให้ตอนนี้เธอต้องขยันเป็นอีกเท่าตัว อ่านหนังสือล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวไว้ก่อน จะได้ทัน ไม่เสียการเรียน
"เบสท์ไม่รู้หรอกว่าอนาคตต่อไปจะมีงานหรือเปล่า ถ้าไม่มีถือว่าเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ถ้ามีมาเยอะๆ ก็เป็นการพิสูจน์ตัวเองว่าไม่กดดันอะไร เพราะเตรียมตัวมาดี อ่านหนังสือไปแล้วรอบหนึ่ง"
เบสท์บ่นเสียดายกับเราว่า ตอนปี 1 เธอได้เกรด D ไป 1 วิชา ทำให้เธออดได้เกียรตินิยม แต่ปัจจุบันนี้เกรดเฉลี่ยของเธอเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งเคล็ดไม่ลับของเธอที่เพื่อนๆ คนอื่นนำไปใช้ได้ (ไม่สงวนลิขสิทธิ์) คือพยายามอย่าขาดเรียน
"รู้สึกว่าเวลาไม่ได้เข้าเรียน เหมือนไม่ได้ความรู้ช่วงนั้น ต่อให้คนอื่นมาเล่าต่อก็ไม่เท่ากับไปฟังด้วยตัวเอง บางทีถามเพื่อนว่าอาจารย์สอนอะไร เขาพูดๆ มาก็ได้แต่ฟัง แต่สำหรับเบสท์มันไม่ใช่ คือไม่ได้รับร้อยเปอร์เซ็นต์อย่างที่เขารับมาหรอก เป็นไปได้ก็บอกกับตัวเองว่าจะไม่ขาดเรียน ส่วนที่เหลือค่อยมาทำการบ้าน ทำงานดีกว่า"
คิดบวกและคิดไกล (ไปกว่าเดิม)
เห็นเบสท์เป็นสาววัยใส อายุอานามไม่มากนัก แต่ใครจะรู้ละว่าความคิดของเธอก้าวไปไกลกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียอีก
"บางทีก็เหนื่อยนะ และรู้สึกว่าชีวิตการทำงานมันขนาดนี้เลยเหรอ มันเป็นเงินเป็นทองไปหมดเลยเหรอ ผิดนิดเดียวก็ไม่ได้ ต้องตั้งใจเต็มที่และเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของธุรกิจ เลยมองว่าตัวเองค่อนข้างโตขึ้นและอยากทำธุรกิจด้วย ด้านเครื่องสำอางนี้มันน่าสนใจ คนในวงการอย่างเบสท์ต้องใช้ เหมือนเป็นการต่อยอดธุรกิจให้เบสท์ด้วย เพราะถ้าเริ่มมีคนรู้จักก็จะมองว่าอันนี้ของเบสท์นะ ต้องวางแผนการตลาดเยอะ ถ้าจะทำธุรกิจต้องทำใจครึ่งหนึ่งเลย มันต้องมีทั้งเรื่องกำไรและขาดทุน ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่เห็นดีด้วย ทำไมต้องทำพวกนี้ ก็บอกท่านไปว่าแทนที่จะใช้ชีวิตไปวันๆ ทำไมไม่หยิบโอกาส ลองทำดูและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ละว่าจะสามารถทำอะไรได้บ้าง เลยเอาสมุดบัญชีให้ท่าน ตอนนี้ทำแล้วไม่ขาดทุนและสนุกกับมันด้วย เพราะเบสท์รู้ดีว่างานในวงการบันเทิงไม่มั่นคง ตอนนี้เบสท์อาจเป็นนิวเจเนอเรชัน เป็นเด็กใหม่ แต่พอโตขึ้นไปเรื่อยๆ ก็จะมีเด็กใหม่มาแทนที่ จะยึดอาชีพนี้ไปตลอดไม่ได้" เบสท์อธิบายยาวเหยียดก่อนจะพูดถึงวิธีคิดของเธอต่อ
"จริงๆ แล้วเบสท์เป็นคนซีเรียสนะ แต่เวลามันช่วยสอนหลายๆ อย่าง ทำให้เบสท์เรียนรู้อะไรเยอะ ไม่ควรไปจมปลักกับเหตุการณ์ในอดีต หรือสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปแล้ว ควรจะอยู่กับปัจจุบันและอนาคต มองไปข้างหน้า อย่าก้าวถอยหลัง จะไปเครียดทำไม เสียใจทำไม เบสท์ก็เหนื่อยคนเดียว เสียใจคนเดียว ไม่มีคนอื่นมาเสียใจด้วยหรอก ทำไมไม่เลือกคิดในแง่ดีล่ะ ต้องขอบคุณเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีตนะที่มันทำให้เบสท์เรียนรู้ชีวิต มันทำให้เบสท์โตขึ้น"
และนี่ก็คือวัยรุ่นคนหนึ่ง ซึ่งมีศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เจ๋งๆ ได้อย่างดีทีเดียวเชียว (เราคอนเฟิร์ม)
เครดิต www.posttoday.com